Wormwood – Errol Morris

Wormwood – Errol Morris Screen Shot 2561-02-02 at 13.19.36.png
สารคดีโดย Errol Morris ที่มาทำเป็นซีรีส์ 6 ตอนลงใน Netflix ว่าด้วยเรื่องการเสียชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงาน CIA ซึ่งบ่งชี้ว่าเขากระโดดตึกตายในนิวยอร์ก เพราะอาการหลังจากเสพ LSD ซึ่งมาจากการทดลองของ CIA แต่ครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายของเขาเห็นความไม่ชอบมาพากล เลยพยายามเรียกร้องให้มีการสืบสวนว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้น

หลังจากเกิดการเรียกร้อง ครอบครัวของเขาได้รับเชิญไปเยี่ยมห้องทำงาน ปธน. ไปจนถึงคุยกับผอ. CIA มันดูเป็นการแสดงความเสียใจที่ยิ่งใหญ่มาก มีการชดเชยค่าเสียหายจากรัฐบาล (ที่หลังจากนั้นถูกหักจากที่ควรจะได้) มันก็ยังมีเรื่องไม่เคลียร์อยู่หลายอย่างที่ดูน่าสงสัย ซึ่งสามารถโยงเหตุการณ์เข้าผสมกับเรื่องทฤษฎีสมคบคิดและข้อมูลต่างๆ ของฝ่ายตรงข้ามอเมริกากล่าวหาในช่วงสงครามเย็น มันสามารถเชื่อมได้ว่าเรื่องมันมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวพันไปถึงโปรเจคต์ MK-Ultra ที่ทดลองใช้สารเคมีและ LSD เพื่อให้ศัตรูยอมเปิดเผยข้อมูล รวมถึงทำให้ฝั่งของเราไม่เปิดปากเมื่อโดนจับ ไปจนถึงการมีส่วนรับรู้ข้อมูลว่าอเมริกาใช้ระเบิดชีวภาพกับเกาหลีหรือเปล่า?

เรื่องราวถูกบอกเล่าผ่านการสัมภาษณ์ลูกชายของ Frank Olson ชายผู้โยนชีวิตเพื่อสืบหาข้อเท็จจริง ตัดสลับกับฟุตเทจที่มีทั้งคำให้การของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หนังบ้านของครอบครัว Olson และภาพจำลองเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่า จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น

เรื่องมันเริ่มต้นด้วยความเนือยพอสมควร จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเรื่องนี้จะพาเราไปไหนกันแน่ และพบว่าถ้าผ่าน EP2 ไปมันจะมีข้อมูลที่สนุกขึ้น ข้อมูลที่เปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มเชื่อในแนวคิดว่าจริงๆ เรื่องนี้มันเกิดจากความไม่ชอบมาพากลของรัฐที่พยายามจะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และการมี Seymour Hersh นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ที่ให้น้ำหนักกับข้อมูลทั้งหมดเจือปนกับความน่ากลัวของรัฐในการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเรื่องของความมั่นคงในประเทศ

สุดท้ายซีรีส์พาเราย้อนกลับไปหาลูกชายของ Frank Olson การกลับมาตั้งคำถามถึงคำตอบที่เขาเฝ้าตามหามานานกว่าค่อนชีวิต มันทำให้เขาได้ชีวิตที่สูญเสียกลับคืนมาไหม?

เปล่าเลย

ป.ล. อยากดู Mr. Death: The Rise and Fall of Fred A. Leuchter, JR.

Advertisements

wanderboy – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

12342807_10153811557609181_2323921015668246803_n
wanderboy – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล
ผมอยากเขียนอะไรถึงเล่มนี้ นี่คือแบบที่สามที่ผมเขียน
จากก่อนหน้าที่เขียนแม่งเวิ้นจนเหมือนคำนำ
ลบทิ้ง
สรุป
สั้นๆ ง่ายๆ
เรารู้จักทีปกรจากงานวาด และเล่มนี้เรารออ่านงานเขียนขนาดยาวของเขา
งานเขียนที่ดูเหมือนจะอธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด
เล่มนี้ทำหน้าที่อธิบายตัวของเขาได้เป็นอย่างดี
มันเหมือนการเขียนอธิบายตัวตนของเขาได้ดีด้วยการออกไปเที่ยวครั้งนี้
เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันผ่านตัวหนังสือครั้งแรก

งานทีปกรมองไปในตอนแรกเหมือนเกราะ
เกราะที่ผลงานถูกกำหนดด้วยตีมงาน
เราเลยไม่ค่อยได้รู้จักเขามากเท่าไหร่ นอกจากตีมของเขา
เล่มนี้ถ้าหากเป็นหอมหัวใหญ่ผ่าครึ่ง ที่เราเห็นเป็นชั้นๆ
หากตัวตนของเราเป็นชั้นๆ แบบนั้น
มันก็เหมือนการเผยตัวของเขาออกมาให้เราเห็น
ลอกออกมาอย่างช้าๆ
เหมือนการเดินทางระยะไกลที่ค่อยเป็นค่อยไป
ไม่ได้เห็นหมดจนเปลือย
แต่ทำให้เรารู้จักเขา
ซึ่งเออ สนุกดี
เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันผ่านตัวหนังสือครั้งแรก

ซึ่งยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับ

The Martian — Andy Weir

12111958_10153740854339181_476424075765148740_n

The Martian — Andy Weir

อ่านแต่หนังสือนะ ยังไม่ได้ดูหนัง แต่พอจะนึกภาพออกว่าหนังมันจะเกื้อหนุนกันกับหนังสือยังไง

ถ้าเปรียบเวอร์ชั่นหนังสือ The Matian มันคือการเอาเนิร์ด (ซึ่งในที่นี่เป็นการบันทึกของมาร์ค วัตนีย์—คนที่ติดอยู่ในดาวอังคาร) มาเล่าบรรยายสภาพการอยู่รอดของตัวเอง มันจึงมีศัพท์แสงความละเอียดของข้อมูลที่จะอ่านผ่านให้ขยายอารมณ์ความยุ่งยากของการอยู่รอดด้วยหลักวิทยาศาสตร์ก็ได้ คือไม่ต้องมาเช็กรายละเอียดขนาดนั้น เช่น กูรู้ว่ามึงยุ่งยากมากในการหาน้ำไม่ได้และต้องเอาไฮโดเจน กับ อ๊อกซิเจนมารวมกันให้กลายเป็นน้ำ ซึ่งการอธิบายมันก็ช่วยให้เรามองเห็นภาพได้เข้าใจขึ้น

หรือจะอ่านเอารายละเอียดเป๊ะๆ ก็ได้แหละ เราว่าข้อดีของเรื่องนี้มันคือการใส่รายละเอียดที่แน่นมาก แต่ไม่ดูเวอร์ มันทำให้เราเชื่อว่าเขาติดอยู่ในดาวอังคารจริง และ ถ้าเราติดอยู่ที่นั่น ก็คิดว่าเราคงอยู่ได้จริงด้วยข้อมูลพวกนี้ (มั้งนะ)

สิ่งหนึ่งที่เรื่องนี้มันสนุกก็คือ อารมณ์ของตัวละคนที่มันมีความกวนตีนและอารมณ์ดีพอสมควร (และมึงฉลาดแหละที่อยู่ได้ขนาดนั้น) ไอ้ทรรศนคติที่ตลกของมันก็ทำให้เราไม่ได้เครียดมาก อย่างบางช่วงที่เราเห็นลางๆ ว่ามึงจะฉิบหายแน่ๆ แต่ตัวละครไม่ได้เครียดมากขนาดนั้น อันนี้ก็ช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ

สำหรับเรา ที่อ่านแบบไม่ได้มาวิเคราะห์ตามว่าจะไปแยกอ๊อกซิเจนได้เท่าไหร่ ดูดคาร์บอนไดออกขนาดไหนนั้น มันก็มีช่วงท้ายๆ ที่มาร์ค วัตนีย์เตรียมตัวจะไป ซึ่งเรานึกภาพไม่ออกว่า มึงจะปรับรถยังไงวะ ปรับยานยังไง ทำยังไงกับรถสำรวจ การดูรายละเอียดแบบผิวเผินของเราก็น่าจะต้องดูหนังเพื่อขยายจินตนาการแหละ

ป.ล. น่าแปลกใจในเรื่องการใส่ข้อมูลอยู่อย่างนะ คือบางจุดมันใส่ข้อมูลรายละเอียดแบบชัดเจนมา แต่มันอ่านง่าย ไม่ดูยัดข้อมูลไป ซึ่งแอบไปนึกถึงงานของวินทร์ เลียววาริณที่ยัดข้อมูล มันกลับต่างกันเหมือนกับยกตำราเรียนมาให้อ่านเลย ซึ่งดูแข็งและน่าเบื่อมาก น่าจะอยู่ที่วิธีการเล่ามั้งนะ

ป.ล.2 กูไปแขวะเขาทำไม

Live from planet earth – แพท บุญสินสุข

11227920_10153787255514181_156335003007259769_o

Live from planet earth – แพท บุญสินสุข

หนังสือท่องเที่ยวมันมีคอนเซปต์หลากแบบ เช่นเดียวกับเล่มนี้มีคอนเซปต์คือการไปดูคอนเสิร์ต ซูมเข้ามาอีกนิดนึงคือการไปดูคอนเสิร์ตโดยเฉพาะวง Muse จากหลากสถานที่ หลายประเทศ เลยกลายเป็นเล่มนี้

เรื่อยๆ มันคือการเล่าประสบการณ์ไปดูคอนเสิร์ตหลายประเทศที่มีจุดร่วมคือ muse ไปเกาหลี เยอรมัน สวิส ออสเตรเลียเพื่อดู U2 และ Bon Jovi พ่วงด้วย หรืองาน Fuji Rock เทศกาลดนตรีในปีล่าสุดที่มีศิลปินอื่นๆ เข้ามาให้พูดถึงด้วย

จะดีมากๆ ถ้าพอจะรู้จัก muse และวงต่างๆ ในสาแหรก NME พอได้ยินชื่อวง พอได้ยินเพลงบ้างนิดนึง ไม่ลึกมาก ก็จะสนุกขึ้น

Blink – Malcolm Gladwell

blink

Blink – Malcolm Gladwell

หลังๆ ชอบอ่านงานของลุงคนนี้ คือมันเหมือนจะเป็นฮาวทูพัฒนาจิตใจ ประสบความสำเร็จร่ำรวยอะไรเทือกนั้น แต่ไม่ใช่ เพราะมันเหมือนจะเป็นฮาวทูที่อิงกับวิทยาศาสตร์มากๆ ยกตัวอย่างเรื่องราวต่างๆ ที่อิงกับเรื่องที่เขาจะนำเสนอ เราไม่ได้อยากพัฒนาตัวเอง แต่เราชอบเรื่องที่เขาเอามาเขียนมากกว่า

เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของแว้บแรกของเรา เหมือนสัญชาตญาณที่มองเห็นแล้วตัดสินได้เลยทันที เขาจึงยกเรื่องราวของการมองแว้บแรกที่มองแล้วแม่นยำกว่าการวิเคราะห์มากๆ ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่วิเคราะห์รูปปั้นโบราณ ที่วิเคราะห์ทุกอย่าง ศึกษารอยบาก ก้อนหินที่เอามาแกะสลักวิเคราะห์ที่มาจนมั่นใจว่ารูปปั้นนี้เป็นของแท้แน่นอน แต่เมื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาดูแว้บแรกก็มีอะไรที่จุกอกให้ได้ตัดสินว่ามันของปลอมว่ะ นั่นแหละแว้บแรกที่เล่มนี้เสนอ

แต่มันไม่ได้บอกว่าความคิดแว้บแรกมันเป็นปาฏิหาริย์อะไรนะ ข้อดีของเขาอย่างที่บอกว่ามันพยายามหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าทำไมเขาสามารถทำได้แบบนั้น อย่างเรื่องของคนที่วิเคราะห์อารมณ์จากการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งเขาวิเคราะห์เป็นงานวิชาการเลย แต่มันไม่ได้ขยับจนเราเห็นได้ชัดนะ เพราะบางอารมณ์ขยับกล้ามเนื้อบางส่วนเร็วในหลักมิลลิวินาที คือเร็วมาก แต่มันขยับ ซึ่งหน้าสนใจตรงที่ว่าความคิดของเราจะคิดว่า เมื่อเกิดอารมณ์ต่าง สมองจะสั่งการใบหน้าให้ขยับรับอารมณ์ เช่น โกรธ ยิ้ม แต่จริงๆ แล้วเป็นไปได้ว่าการขยับของใบหน้าอาจจะแยกเป็นเอกเทศเลย ซึ่งมันจึงสามารถวิเคราะห์คนจากการขยับกล้ามเนื้อว่าเกิดอารมณ์แบบไหนได้อย่างแม่นยำ

หรือการลดทอนความคิดที่ปัดทิ้งข้อมูลรกๆ วิเคราะห์แค่ส่วนสำคัญ เช่นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเยอะจนเตียงไม่เพียงพอ ซึ่งบางส่วนมารักษาด้วยอาการโรคหัวใจ มันเป็นโรคที่เราก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันจะวายตอนไหน ได้แต่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนป่วย ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจผลเลือด ปอด แต่จริงๆ แล้วเราสามารถตรวจแค่ไม่กี่อย่างลดทอนการตรวจก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้ว ข้อมูลที่เยอะมันจะรั้งให้คุณกังวลเกินไป เขาก็ทดลองมาหลายปีกว่าจะยืนยันว่าการวิเคราะห์แบบนี้มันสามารถทำได้

เล่มนี้มันสั้นๆ อ่านได้เรื่อยๆ ก็เพลินดี แต่มันก็ไม่ได้สนุกมากทึ่งมากมาย แต่มันก็ยังอยู่ในมาตรฐานการเขียนที่ดีของลุงเขา ชอบการตัดสลับเรื่องราวเหมือนดูสารคดีเจ๋ง ข้อมูลแน่นๆเลย

ทดลองใช้ TIDAL เว็บฟังเพลงออนไลน์คุณภาพไฟล์สูงของเจย์ ซี

screenshot-listen.tidalhifi.com 2015-04-30 21-40-44

ทดลองใช้ Tidal เว็บฟังเพลงออนไลน์ของเจย์ ซี

– จุดเด่นคือเสียงที่เขาอวดว่าคุณภาพเพลงไม่บีบอัดเลย ให้ FLAC 1411 มา เทียบเท่าฟังซีดีเลย
– คุณภาพเสียงดีขนาดนั้นมันมาพร้อมราคารายเดือนที่โหดสัส 358 บาท / เดือน (จะฟังแบบธรรมดาก็ได้ 179 บาท/เดือน)
– ลองหาเพลงที่จะฟังคุณภาพเสียงว่าดีจริงหรือเปล่า เลยเทียบด้วยเพลงสามัญประจำร้านเครื่องเสียง… ครับ Hotel California
– ทดสอบด้วยการฟังเทียบกับเว็บคู่แข่งอย่าง Deezer
– อ่าวฉิบหาย ทำไมกูรู้สึกว่า Deezer เสียงละเอียดกว่าวะ
– พอฟังไปเรื่อยๆ อย่างเพลงที่เคยฟังก็ได้ยินเสียงอะไรที่เราฟังข้ามไป ได้ยินรายละเอียดตรงนี้ขึ้นมาจากเดิมแหละ คงเป็นเพลงไฟล์เสียงดีจริงๆ
– ซึ่งไม่แน่ใจว่าตัวเองมโนเพื่อปลอบใจหรือเปล่า
– ข้อดีของเว็บมันคือไฟล์ใหญ่ขนาดนั้นแต่เล่นเพลงไม่มีสะดุดเลย
– นอกจากเพลงแล้ว มันมีอะไรที่เอ็กซ์คลูซีฟอย่างวิดีโอ คลิปสัมภาษณ์ เพลย์ลิสต์ที่ศิลปินจัดเอง (อย่างตอนนี้มีอินสไปเรชั่นของวง MEW)
– ลองดูวิดีโอเทียบกับยูทูป ยูทูปดันชัดกว่า

– สิ่งที่ชอบมากๆ คือเซคชั่น Tidal Rising ที่คัดเอาศิลปินหน้าใหม่ที่น่าสนใจมาแนะนำ ได้เจอศิลปินใหม่ที่งานเพลงดีดีเยอะเลยครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจด้านนี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับศิลปินใหม่ๆ ที่รอแจ้งเกิดนะ

Untitled

–  ปัญหาอีกอันที่เจอคือพอไฟล์เพลงใหญ่ระดับ FLAC เวลาเราโหลดเพื่อที่จะฟังออฟไลน์ใช้เวลาโหลดนานมากกกกกก
– สรุป คิดว่าหูตัวเองไม่เทพขนาดที่ฟังแยกได้ขนาดนั้น คิดว่าต้องเสียเงินสามร้อยกว่าบาทนี่ไม่คุ้มอย่างแน่นอน แต่ด้วยเซคชั่นแนะนำศิลปิน กับเพลย์ลิสต์ที่จัดมาเข้าถึงง่าย ก็น่าใช้งานอยู่ (ในแบบปกติ)

Lamy x Line Friends Brown Limited Edition 2015

  • จุดแรกก็คือเราอยากได้ปากกา Lamy ซักด้าม ปกติเราจะใช้ปาร์คเกอร์ลูกลื่นที่เป็นของขวัญตั้งแต่สมัยรับปริญญา
  • นั่นเลยคิดว่าอยากได้ Lamy และเจาะจงอีกนิดว่ามันจะต้องเป็นหมึกซึม fountain pen
  • มีคนแชร์ปากกาหมีบราวน์ มันคือการรวมกันระหว่าง Lamy และ โปรแกรมแชท Line ทำปากกาพิเศษ
  • สิ่งที่ทำให้มันดูวุ่นวายคือ มันมีขายแค่ที่เกาหลีเท่านั้น
  • แต่โชคดีชีวิตมีความบังเอิญอยู่สองอย่าง คือ เราเห็นในทวิตเตอร์ได้พักนึงแล้วล่ะว่าน้องที่รู้จักไปเที่ยวเกาหลี ซึ่งดูเหมือนมันไปได้พักนึงจนเราไม่แน่ใจว่านี่มันไปเที่ยวหรือทำงานวะ ถือว่าเป็นความบังเอิญที่ 1
  • ก็เลยลองทักไปว่า นี่อยู่เกาหลีเหรอครับ อุ้ยบังเอิญจัง นั่นนี่นู่นนั่น พี่ฝากซื้อของได้ป่ะ (เนียน)
  • ความบังเอิญที่ 2 น้องบอกว่า ร้านที่ขายมันอยู่ใกล้หอพักมากเลยพี่ /เอ๊ะ ทำไมอยู่หอ / อ๋อ พักหอรายเดือนประหยัดกว่าค่าา / นี่ไปเที่ยว หรือทำงานอะ? / ไปดูคอนเสิร์ตค่า
  • อะไรคือการไปอยู่เป็นเดือนเพื่อไปดูคอนเสิร์ต ทึ่งมาก
  • จริงๆ น้องตั้งใจจะกลับสิ้นเดือนมีนาฯ แต่บอกว่าเฮิร์ท เลยจะขออยู่ต่อถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม
  • วอทททท แต่สุดท้ายน้องก็ฝากเพื่อนมาให้ครับ

IMG_20150403_070507

  • หมึกซึมของ Lamy รุ่นนี้มันมี nib ขนาดเดียวคือ EF ซึ่งเส้นมันจะบางๆ เล็กๆ ใครชอบก็ดีไป ส่วนตัวก็พอโอเคครับ ถ้าใหญ่กว่านี้หน่อยประมาณ M ก็คงจะดีมากกว่านี้ เขียนได้ลื่นกว่าในความรู้สึกเรา
  • ปากกามันด้านๆ สีน้ำตาล (ไปลองหาข้อมูลบอกว่าสีนี้ลามี่ไม่เคยทำ และไม่ค่อยจะทำเป็นด้านๆ
  • สิ่งที่ดีนอกจากกล่องหมีมันคืออะไร นี่ไงล่ะ

IMG_20150403_070531

  • หัวยางลายหมีบราวน์ที่เอาไว้ใส่ตรงปลอกปากกา ให้ได้อวดแบบเก๋ๆ มีสองแบบ แบบหมีบราวน์หน้านิ่ง กับแบบหน้าโดนจุ๊บ
  • สรุป ข้อเสียคือ มันขายที่เกาหลี , เส้นเล็ก (หากคนไม่ชอบ)
  • ข้อดีคือ มันน่ารัก จบ (ทำไมข้อดีของมึงง่ายจังวะ)

IMG_20150403_121442