สนธิสัญญาฟลามิงโก — จิราภรณ์ วิหวา

IMG_20160611_143636

สนธิสัญญาฟลามิงโก — จิราภรณ์ วิหวา

ก่อนอ่านไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มา รู้แค่ว่านี่คือนวนิยายเล่มแรกของจิราภรณ์ วิหวา และถูกดำเนินเรื่องราวทั้งหมดด้วยสัตว์ที่พูดได้

นั่นคือสิ่งที่รู้ก่อนอ่าน

ผ่านไปบทแรกด้วยการดำเนินเรื่องราวของคู่รักชาวแมว การไม่ลงรอยกันตามประสาคู่รักที่มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ก็ยังเดาทิศทางไม่ออกว่าเรื่องราวจะบอกเล่าถึงเรื่องใด

แต่เมื่ออ่านไปสักพัก ก็อดประหวัดมิได้ว่าเรื่องราวที่อ่านมีอะไรซุกซ่อนอยู่ในเรื่องราวฉาบเคลือบนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์พานให้อดคิดไม่ได้ว่านี่คือเหตุการณ์ทางสังคมและการเมืองที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากการรับรู้ของเรา

นั่นทำให้อดคิดไม่ได้อีกว่าสัตว์เหล่านี้คือสมการที่สามารถถอดออกมาได้เป็นตัวของมนุษย์

เรื่องราวของแมวคู่รักชนชั้นกลางที่มีอาชีพเป็นนักสร้างสรรค์ ‘มี’ แมวสาวด้านการสื่อสารด้วยการเขียน และทอนน์ นักสื่อสารด้วยดนตรี ทั้งคู่พบเจอกับความซ้ำซากในชีวิตคู่ ความเบื่อหน่ายของอีกฝ่ายที่ไม่จดจำรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งก็ไม่แปลกใจในนิสัยของผู้หญิง

จนกระทั่งเธอได้พบกับนกฟลามิงโกนักธุรกิจหนุ่ม กับธุรกิจของการสร้างตู้สาธยายความลับ เพื่อแลกกับพลังงาน มีได้เข้ามาพบกับความลับอีกชั้นหนึ่งว่าความลับที่ถูกแลกเปลี่ยนนั้น นักธุรกิจหนุ่มสามารถเข้าถึงได้โดยส่วนตัว

มีทำสัญญาส่วนตัวที่ทำให้เธอนั้นสามารถเข้าถึงความลับเหล่านั้นได้เพื่อหาวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงานของเธอ เธอเข้าถึงความลับหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเล็กน้อยค่าพลังงานต่ำ ไปจนถึงเรื่องราวไร้ศีลธรรมที่อยู่ในเมืองที่ศีลธรรมสูงส่ง

ธุรกิจก็คือธุรกิจ ธุรกิจความลับที่ให้ใครก็ได้มาบอกเล่าความลับเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นพลังงาน ถูกตลบหลังด้วยเจ้าของธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้และนำข้อมูลให้เหล่านักสร้างสรรค์ได้เข้าถึงได้อย่างง่ายดาย เรื่องส่วนตัวที่อนุญาตด้วยการแลกเปลี่ยนถูกทำให้เป็นวัตถุดิบชั้นดีในงานของนักสร้างสรรค์

เรื่องราวที่มีสัญลักษณ์ซุกซ่อนอยู่มากมายที่ดูจะเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ อย่างบทสนทนาของตัวละครที่บอกว่า “ตัวฉันที่คุณสร้าง กับตัวฉันที่ฉันสร้างเลยไม่เหมือนกัน” ไม่ต่างอะไรกับการที่หลายคนผลักอีกฝ่ายไปอยู่อีกฝ่าย ที่เราเห็นบ่อยๆ ในคอมเมนต์เฟซบุ๊คการเมือง

ความรุนแรงที่แฝงอยู่ในบ้านเมืองที่อ้างว่าสงบ คน(สัตว์) ที่ถูกปืนจากผู้ที่อยู่เหนือกฏหมายยิง เราไม่ได้สามารถที่จะทำอะไรได้

ความลับมีค่าที่รัฐต้องการ จนต้องถูกกองทัพเข้ามาแทรกแซงธุรกิจ บอร์ดบริหารที่เป็นนอมินีของรัฐบีบให้นักธุรกิจออกจากตำแหน่ง การถูกข่มขู่จนต้องลี้ภัย ผลพวงที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐที่สามารถเข้าถึงความลับได้ มองดูดีดีสุดท้ายประชาชนได้แต่มองตาปริบๆ โดยไม่สามารถทำอะไรได้

ความซ้ำซากในสังคม พ่อที่พูดความหลังเก่าเก็บ รัฐบาลที่ย้ำเสมอว่าทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ คำพูดซ้ำซากที่สร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังความอ่อนแอของตนในห้วงเวลาที่ไม่มีอะไรใหม่ สุดท้ายตัวละครกับปัญหาชีวิตอิงสังคมต้องตัดสินใจว่าเราจะยังคงอยู่กับความซ้ำซาก หรือเราควรจะก้าวไปสู่สิ่งที่ใหม่กว่าตามที่หวัง

ค่อนข้างประหลาดใจและผิดคาดเหลือเกินกับผู้เขียน นี่คือนวนิยายเล่มแรกที่เขียนขึ้นมาจากความอัดอั้น และประสบการณ์ของตน ซึ่งเราคิดว่าการตั้งชื่อว่ามี คงน่าจะพ้องกับตัวเธอ (me) ผนวกเข้ากับงานเขียนกลิ่นเดิมที่เราคุ้นตา การสาธยายอาหารที่หากคุ้นเคยกับผู้เขียนก็น่าจะนึกถึงเธอได้อย่างไม่ยาก รอคอยการบ่มของเธอ ที่จะกลายเป็นผลงานเล่มต่อไปในอนาคต

ป.ล. ชอบรายละเอียดเล็กๆ ที่ใส่เข้ามาขำอย่างพวก สิทธิสัตวชน อะไรประมาณนี้ ดูเป็นการใส่ที่ตลกดี

ป.ล. ตลกที่ในเรื่องมีรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่แล้ว เลยอนุมานว่านี่ต้องเป็นนิยายอนาคตหลายสิบปีอย่างแน่นอน

Advertisements

Android 6.0 Marshmallow ไวไฟมันขึ้นเครื่องหมายตกใจ

โน้ตไว้ เวลาจะหาวิธีแก้จะได้ค้นง่ายๆ
ตั้งแต่อัปเดตแอนดรอยด์ 6.0 Marshmallow มีปัญหามันจับสัญญาณ Wifi ไม่ค่อยได้ คือเห็นไวไฟ แต่พอ Connect มันจะขึ้นเครื่องหมายตกใจแล้วบอก Connected, no internet ประมาณนี้
 
ก็เลยหาวิธีแก้ ไปเจอวิธีนี้แก้ได้เฉยเลย
 
1. รอจนเราสามารถ Connect ได้โดยไม่มีเครื่องหมายตกใจ
 
2. เมื่อได้แล้วเข้าไป Add User ใหม่ ใน Settings – Users – Add user (หรือเข้าไป Users ตรง Noti bar ได้เลย)
 
3. พอ Add user ใหม่มันจะให้เราเช็ตอัป ระหว่างที่มันขึ้นว่า Checking Connection ให้เราปิดเครื่องเลย แล้วเปิดเครื่องใหม่
 
4. เมื่อเปิดเครื่องลองเปิดปิดไวไฟดู ถ้าทำได้ก็จะไม่ขึ้นเครื่องหมายตกใจ ถ้ายังขึ้น ก็ทำใหม่
 
เห็นว่าเป็นบั๊คของ 6.0 นะ อันนี้ไม่แน่ใจ

My best friend is me—พวงสร้อย อักษรสว่าง

12936731_920531731397476_2784542138871159079_n (1)

– พบว่าหนังสือมันชื่อว่า My best friend is me ปกติจะเรียกว่าหนังสือพวงสร้อยตลอดเลย

– พบว่านามสกุลอักษรสว่างปรากฏต่อสื่อใน mary is happy, mary is happy. เป็นนามสกุลของซูริ อักษรสว่าง

– พบว่าเอานามสกุลเธอมาใช้นั่นเอง

– พบว่าเธอรู้จักกับนวพล

– พบว่าคำโปรยอาจจะไม่ได้ช่วยให้เราเข้าถึงเรื่องเท่าไหร่ สิ่งที่บอกโทนของเล่มสำหรับเราคือคำนำกับคำนิยม ที่ทำให้เราเริ่มรู้ละว่าจะไปเจออะไร

– พบว่าที่เจอก็คือความเหงา

– พบว่ารู้สึกได้เลยว่าตัวหนังสือของเธอมีความเหงาเข้าเจือปนจริงๆ คืออ่านแล้วรู้สึกได้อารมณ์ของการแอบเข้าไปเปิดดูใครซักคนเขียนอะไรบนในเว็บdiaryis แล้วเจอคนที่ปิดไฟพิมพ์อะไรบนหน้าจอที่แยงตาอะไรแบบนั้น คือไม่ว่าจะพยายามใส่มุก มันก็กลายเป็นมุกที่เหมือนคนเหงาเล่นอ่ะ

– รู้ได้ไงว่าเหงา?

– คนเหงาย่อมเข้าใจคนเหงาเมื่อสายตาสั้นๆ ส่งมาทักทายกัน

– พบว่าในอีกด้านของความเหงามันมีความคิดบางอย่างที่ส่งออกมา การพูดถึงความฝันที่ความจริงแล้วมันไม่สามารถที่จะทำได้ตามใจปรารถนาได้เลย มันมีปัจจัยอีกมากมายที่จะคิด โดยเฉพาะเรื่องเงิน มันดูจริงดี

– มีบทหนึ่งที่พูดเรื่องของการเรียน กับ กิจกรรม เราพบว่าเราน่าจะเอาให้น้องอ่าน

– มีบทหนึ่งพูดถึงญาติที่อยู่ห่างไกล มุมมองของเธออย่างการที่ผู้ใหญ่ยังส่งไลน์สวัสดีตอนเช้า ก็ยังบ่งบอกได้บ้างว่าเขาไม่เจ็บป่วยอะไร ยังพอมีแรงที่จะส่งอะไรมาในกรุ๊ปไลน์ได้อยู่ มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอก โดยที่คนห่างไกลไม่ถามก็พอที่จะสบายใจได้

– พบว่าชอบมุมมองอะไรหลายอย่างเหมือนกัน

– ไม่แน่ใจว่าตั้งใจหรือเปล่า มันมีจังหวะของการไปเที่ยวค่ายกักกัน แล้วปูภาพมาประมาณ 4 หน้า ก่อนที่หน้าต่อไปจะใส่ข้อความลงไปสองบรรทัดในย่อหน้านั้น มันเหมือนการปูอารมณ์ก่อนจะยิงปัง ชอบๆ จังหวะนี้ ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า ขอชมฝ่ายกราฟิกแหละ

He wasn’t a Prince, he was a King.

prince

Steve Via โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อวานนี้ด้วยวลีนี้ ไม่ใช่คำที่เกินจริงเลย

บนนั้นคงต้องมีเวทีที่ใหญ่มากๆ ถึงจะรวบรวมพวกเขาเล่นดนตรีที่ยิ่งใหญ่นี้ได้

โชคดีครับ

ทำไมตับหวานกับหมูสะเต๊ะที่เขาขายมันให้เรานิดเดียวเองวะ

เคยสงสัยครับว่าทำไมหมูสะเต๊ะ ถึงใส่เนื้อหมูให้นิดเดียวเอง แถมคิดราคาไม้ละห้าบาทด้วย โคตรแพงเลย
 
เช่นเดียวกันกับที่สงสัยว่าทำไมตับหวานที่ร้านลาบ สั่งมาจานนึงให้ตับมานิดเดียวเอง ซึ่งก็กินไม่เคยอิ่มซักที
 
เลยตัดสินใจลองทำทั้งสองเมนูกินเองเลย ซื้อตับหวานมาครึ่งกิโล หมูสะเต๊ะก็ย่างแม่งเหมือนคอหมูย่างเลย คือหมักเครื่องกันทั้งชิ้นทั้งก้อน แล้วปิ้งกันใหญ่ๆ แบบนั้นแหละ
 
อ่อ สองอย่างทำสองวาระนะ ไม่ได้ทำพร้อมกัน
 
ผลที่ได้คือ สัส แดกได้นิดเดียวเอง เพราะทั้งมัน ทั้งเลี่ยน ทั้งแตงน้ำส้มในอาจาดก็ไม่สามารถที่ลจะลบเลี่ยนได้ เช่นเดียวกับตับหมูที่กินไปได้จุดนึงมึงจะเลี่ยนจนไม่สามารถยัดอะไรได้อีก
 
ซึ่งพอกะปริมาณดูแล้วก็พอๆกับที่ซื้อเขากินเลยครับ
 
เลยพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาให้กินน้อย มึงอย่าตะกละนั่นเอง
 
 
ป.ล. อดีตนักเตะฟุตบอลคนใดกินมูมมาม
 
ป.ล. 2 ฮิเดโตชิ กินตะกละ

ล่าปีศาจ – สันต์ สิราวุธ

 

12705190_10153978841999181_5920690630142138584_n

  • ถ้านับปีที่พิมพ์รวมเล่มก็ 20 ปีไปแล้ว ยังไม่รวมถึงการตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในมติชนสุดฯ ก่อนหน้านี้อีกหลายปี เนื้อเรื่องก็ยังอ่านได้ไม่โบราณเลย ที่พูดแบบนั้นเพราะนิยายแนวนี้มันก็ค่อนข้างอิงตามเทคโนโลยีอยู่พอสมควร ถ้าเทคโนโลยีเก่ากว่าที่อ่านก็จะรู้สึกว่าทำไมมึงไม่ใช้เครื่องนี้วะ เครื่องนั้นวะ ฯลฯ แต่เรื่องนี้ร่วมสมัยอยู่พอสมควร (ถึงแม้มาลองคิดจริงๆ ถ้าพระเอกมาอยู่สมัยนี้ที่มีกล้องวงจรปิด มึงโดนจับไปนานแล้ว)

 

  • เรื่องนี้อ่านเพลินมาก เจ็ดร้อยกว่าหน้าถูกพลิกไปอย่างรวดเร็ว สนุก ที่มันยังร่วมสมัยอยู่ก็เพราะการตัดต่อด้วยแหละ ที่เหมือนหนัง มีตัดย้อนกำเนิด มาปัจจุบัน ทั้งด้วยการแบ่งภาค และด้วยในตัวย่อหน้า แต่ก็มีติดๆ บ้างที่บางภาคก็ไม่จำเป็นต้องมีเท่าไหร่ ไม่มีก็ได้นะงี้

 

  • อ่านข้ามเนื้อเพลงที่พระเอกร้องตลอด มารู้สึกกับตัวเองว่าจะไม่ค่อยชอบอ่านเนื้อเพลงที่พระเอกในนิยายแต่ง ไม่รู้ทำไม เวลาเห็นจะอ่านข้ามตลอด

 

  • มีแอบเอื่อย ช่วยท้ายๆ แต่ยังดีที่ใกล้จะจบแล้ว ก็เลยรอดมากได้

 

  • หมดเรื่องนี้ไม่แน่ใจว่าคนเขียนมีเขียนเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า เห็นว่าเป็นหมอ ก็เลยไม่รู้ว่าเขียนอะไรอีกมั้ย หรือเลิกเขียนไปเลย

wanderboy – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

12342807_10153811557609181_2323921015668246803_n
wanderboy – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล
ผมอยากเขียนอะไรถึงเล่มนี้ นี่คือแบบที่สามที่ผมเขียน
จากก่อนหน้าที่เขียนแม่งเวิ้นจนเหมือนคำนำ
ลบทิ้ง
สรุป
สั้นๆ ง่ายๆ
เรารู้จักทีปกรจากงานวาด และเล่มนี้เรารออ่านงานเขียนขนาดยาวของเขา
งานเขียนที่ดูเหมือนจะอธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด
เล่มนี้ทำหน้าที่อธิบายตัวของเขาได้เป็นอย่างดี
มันเหมือนการเขียนอธิบายตัวตนของเขาได้ดีด้วยการออกไปเที่ยวครั้งนี้
เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันผ่านตัวหนังสือครั้งแรก

งานทีปกรมองไปในตอนแรกเหมือนเกราะ
เกราะที่ผลงานถูกกำหนดด้วยตีมงาน
เราเลยไม่ค่อยได้รู้จักเขามากเท่าไหร่ นอกจากตีมของเขา
เล่มนี้ถ้าหากเป็นหอมหัวใหญ่ผ่าครึ่ง ที่เราเห็นเป็นชั้นๆ
หากตัวตนของเราเป็นชั้นๆ แบบนั้น
มันก็เหมือนการเผยตัวของเขาออกมาให้เราเห็น
ลอกออกมาอย่างช้าๆ
เหมือนการเดินทางระยะไกลที่ค่อยเป็นค่อยไป
ไม่ได้เห็นหมดจนเปลือย
แต่ทำให้เรารู้จักเขา
ซึ่งเออ สนุกดี
เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันผ่านตัวหนังสือครั้งแรก

ซึ่งยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับ