มรดกตกผลึก — จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

IMG_20180421_062646210.jpg

มรดกตกผลึก — จักรพันธุ์ ขวัญมงคล / สำนักพิมพ์แซลมอน

ถ้าเปรียบเทียบกับการทำงานของตลกแล้ว คณะมรดกตกผลึกน่าจะเป็นทีมที่มีตัวปูเก่ง ตัวชงแบบขอไปที และตัวตบที่เหมือนชาติก่อนจะเป็นกล้วย เพราะดูเหมือนจะหักมุกที่ปูมาทั้งหมดให้ล้มไม่เป็นท่าเลย

เรายอมรับได้กับเนื้อเรื่องการผสมระหว่างบรรยากาศตลกหมูกระทะที่จับพลัดจับผลูได้มรดกอย่างกับละครหลังข่าว ซึ่งเราคิดว่าปูมาดี มีความตลกด้วยบรรยากาศและการบรรยายที่ทำให้ขำได้

แต่พอหลังจากนั้น เราไม่แน่ใจว่าเพราะการปูที่หยิบเอาสิ่งธรรมดา ที่น่าจะพอเดาได้มาเล่น ทำให้เราคาดหวังอยากได้ยาที่แรงกว่า ประหลาดกว่าหรือเปล่า ซึ่งเลยกลายเป็นว่าเราหลุดจากการชงเหล่านี้ไปเลย และยิ่งการวกกลับมาจบแบบ romanticised ก็รู้สึกเอ่อ อืม ครับ หากเป็นเหมือนคาเฟ่ก็คงจกนมเด็กเสิร์ฟดีกว่า #ผิด

สิ่งที่ทำได้ดีมรดกตกผลึกอาจไม่ได้อยู่ที่บรรยากาศการเล่นตลกคาเฟ่ เราคิดว่ามันคือบรรยากาศแห่งความรุ่งเรืองของตลกยุคนั้น ยุคที่มีการอัดวิดีโอขาย ยุคของการย้ายวิก ซึ่งนั่นทำให้เราหวนนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ และสุดท้ายก็มีบางที่สิ่งที่เรายังไม่ได้คำตอบ

ตกลงใครฆ่าบุญเลี้ยง

ไม่สิ จุดจบของสองเจ้าพ่อใหญ่ไม่เป็นเรื่องตลกเลยนี่หว่า

โฆษณา

ล่าปีศาจ – สันต์ สิราวุธ

 

12705190_10153978841999181_5920690630142138584_n

  • ถ้านับปีที่พิมพ์รวมเล่มก็ 20 ปีไปแล้ว ยังไม่รวมถึงการตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในมติชนสุดฯ ก่อนหน้านี้อีกหลายปี เนื้อเรื่องก็ยังอ่านได้ไม่โบราณเลย ที่พูดแบบนั้นเพราะนิยายแนวนี้มันก็ค่อนข้างอิงตามเทคโนโลยีอยู่พอสมควร ถ้าเทคโนโลยีเก่ากว่าที่อ่านก็จะรู้สึกว่าทำไมมึงไม่ใช้เครื่องนี้วะ เครื่องนั้นวะ ฯลฯ แต่เรื่องนี้ร่วมสมัยอยู่พอสมควร (ถึงแม้มาลองคิดจริงๆ ถ้าพระเอกมาอยู่สมัยนี้ที่มีกล้องวงจรปิด มึงโดนจับไปนานแล้ว)

 

  • เรื่องนี้อ่านเพลินมาก เจ็ดร้อยกว่าหน้าถูกพลิกไปอย่างรวดเร็ว สนุก ที่มันยังร่วมสมัยอยู่ก็เพราะการตัดต่อด้วยแหละ ที่เหมือนหนัง มีตัดย้อนกำเนิด มาปัจจุบัน ทั้งด้วยการแบ่งภาค และด้วยในตัวย่อหน้า แต่ก็มีติดๆ บ้างที่บางภาคก็ไม่จำเป็นต้องมีเท่าไหร่ ไม่มีก็ได้นะงี้

 

  • อ่านข้ามเนื้อเพลงที่พระเอกร้องตลอด มารู้สึกกับตัวเองว่าจะไม่ค่อยชอบอ่านเนื้อเพลงที่พระเอกในนิยายแต่ง ไม่รู้ทำไม เวลาเห็นจะอ่านข้ามตลอด

 

  • มีแอบเอื่อย ช่วยท้ายๆ แต่ยังดีที่ใกล้จะจบแล้ว ก็เลยรอดมากได้

 

  • หมดเรื่องนี้ไม่แน่ใจว่าคนเขียนมีเขียนเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า เห็นว่าเป็นหมอ ก็เลยไม่รู้ว่าเขียนอะไรอีกมั้ย หรือเลิกเขียนไปเลย

wanderboy – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

12342807_10153811557609181_2323921015668246803_n
wanderboy – ทีปกร วุฒิพิทยามงคล
ผมอยากเขียนอะไรถึงเล่มนี้ นี่คือแบบที่สามที่ผมเขียน
จากก่อนหน้าที่เขียนแม่งเวิ้นจนเหมือนคำนำ
ลบทิ้ง
สรุป
สั้นๆ ง่ายๆ
เรารู้จักทีปกรจากงานวาด และเล่มนี้เรารออ่านงานเขียนขนาดยาวของเขา
งานเขียนที่ดูเหมือนจะอธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด
เล่มนี้ทำหน้าที่อธิบายตัวของเขาได้เป็นอย่างดี
มันเหมือนการเขียนอธิบายตัวตนของเขาได้ดีด้วยการออกไปเที่ยวครั้งนี้
เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันผ่านตัวหนังสือครั้งแรก

งานทีปกรมองไปในตอนแรกเหมือนเกราะ
เกราะที่ผลงานถูกกำหนดด้วยตีมงาน
เราเลยไม่ค่อยได้รู้จักเขามากเท่าไหร่ นอกจากตีมของเขา
เล่มนี้ถ้าหากเป็นหอมหัวใหญ่ผ่าครึ่ง ที่เราเห็นเป็นชั้นๆ
หากตัวตนของเราเป็นชั้นๆ แบบนั้น
มันก็เหมือนการเผยตัวของเขาออกมาให้เราเห็น
ลอกออกมาอย่างช้าๆ
เหมือนการเดินทางระยะไกลที่ค่อยเป็นค่อยไป
ไม่ได้เห็นหมดจนเปลือย
แต่ทำให้เรารู้จักเขา
ซึ่งเออ สนุกดี
เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันผ่านตัวหนังสือครั้งแรก

ซึ่งยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับ

The Martian — Andy Weir

12111958_10153740854339181_476424075765148740_n

The Martian — Andy Weir

อ่านแต่หนังสือนะ ยังไม่ได้ดูหนัง แต่พอจะนึกภาพออกว่าหนังมันจะเกื้อหนุนกันกับหนังสือยังไง

ถ้าเปรียบเวอร์ชั่นหนังสือ The Matian มันคือการเอาเนิร์ด (ซึ่งในที่นี่เป็นการบันทึกของมาร์ค วัตนีย์—คนที่ติดอยู่ในดาวอังคาร) มาเล่าบรรยายสภาพการอยู่รอดของตัวเอง มันจึงมีศัพท์แสงความละเอียดของข้อมูลที่จะอ่านผ่านให้ขยายอารมณ์ความยุ่งยากของการอยู่รอดด้วยหลักวิทยาศาสตร์ก็ได้ คือไม่ต้องมาเช็กรายละเอียดขนาดนั้น เช่น กูรู้ว่ามึงยุ่งยากมากในการหาน้ำไม่ได้และต้องเอาไฮโดเจน กับ อ๊อกซิเจนมารวมกันให้กลายเป็นน้ำ ซึ่งการอธิบายมันก็ช่วยให้เรามองเห็นภาพได้เข้าใจขึ้น

หรือจะอ่านเอารายละเอียดเป๊ะๆ ก็ได้แหละ เราว่าข้อดีของเรื่องนี้มันคือการใส่รายละเอียดที่แน่นมาก แต่ไม่ดูเวอร์ มันทำให้เราเชื่อว่าเขาติดอยู่ในดาวอังคารจริง และ ถ้าเราติดอยู่ที่นั่น ก็คิดว่าเราคงอยู่ได้จริงด้วยข้อมูลพวกนี้ (มั้งนะ)

สิ่งหนึ่งที่เรื่องนี้มันสนุกก็คือ อารมณ์ของตัวละคนที่มันมีความกวนตีนและอารมณ์ดีพอสมควร (และมึงฉลาดแหละที่อยู่ได้ขนาดนั้น) ไอ้ทรรศนคติที่ตลกของมันก็ทำให้เราไม่ได้เครียดมาก อย่างบางช่วงที่เราเห็นลางๆ ว่ามึงจะฉิบหายแน่ๆ แต่ตัวละครไม่ได้เครียดมากขนาดนั้น อันนี้ก็ช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ

สำหรับเรา ที่อ่านแบบไม่ได้มาวิเคราะห์ตามว่าจะไปแยกอ๊อกซิเจนได้เท่าไหร่ ดูดคาร์บอนไดออกขนาดไหนนั้น มันก็มีช่วงท้ายๆ ที่มาร์ค วัตนีย์เตรียมตัวจะไป ซึ่งเรานึกภาพไม่ออกว่า มึงจะปรับรถยังไงวะ ปรับยานยังไง ทำยังไงกับรถสำรวจ การดูรายละเอียดแบบผิวเผินของเราก็น่าจะต้องดูหนังเพื่อขยายจินตนาการแหละ

ป.ล. น่าแปลกใจในเรื่องการใส่ข้อมูลอยู่อย่างนะ คือบางจุดมันใส่ข้อมูลรายละเอียดแบบชัดเจนมา แต่มันอ่านง่าย ไม่ดูยัดข้อมูลไป ซึ่งแอบไปนึกถึงงานของวินทร์ เลียววาริณที่ยัดข้อมูล มันกลับต่างกันเหมือนกับยกตำราเรียนมาให้อ่านเลย ซึ่งดูแข็งและน่าเบื่อมาก น่าจะอยู่ที่วิธีการเล่ามั้งนะ

ป.ล.2 กูไปแขวะเขาทำไม

Live from planet earth – แพท บุญสินสุข

11227920_10153787255514181_156335003007259769_o

Live from planet earth – แพท บุญสินสุข

หนังสือท่องเที่ยวมันมีคอนเซปต์หลากแบบ เช่นเดียวกับเล่มนี้มีคอนเซปต์คือการไปดูคอนเสิร์ต ซูมเข้ามาอีกนิดนึงคือการไปดูคอนเสิร์ตโดยเฉพาะวง Muse จากหลากสถานที่ หลายประเทศ เลยกลายเป็นเล่มนี้

เรื่อยๆ มันคือการเล่าประสบการณ์ไปดูคอนเสิร์ตหลายประเทศที่มีจุดร่วมคือ muse ไปเกาหลี เยอรมัน สวิส ออสเตรเลียเพื่อดู U2 และ Bon Jovi พ่วงด้วย หรืองาน Fuji Rock เทศกาลดนตรีในปีล่าสุดที่มีศิลปินอื่นๆ เข้ามาให้พูดถึงด้วย

จะดีมากๆ ถ้าพอจะรู้จัก muse และวงต่างๆ ในสาแหรก NME พอได้ยินชื่อวง พอได้ยินเพลงบ้างนิดนึง ไม่ลึกมาก ก็จะสนุกขึ้น

Blink – Malcolm Gladwell

blink

Blink – Malcolm Gladwell

หลังๆ ชอบอ่านงานของลุงคนนี้ คือมันเหมือนจะเป็นฮาวทูพัฒนาจิตใจ ประสบความสำเร็จร่ำรวยอะไรเทือกนั้น แต่ไม่ใช่ เพราะมันเหมือนจะเป็นฮาวทูที่อิงกับวิทยาศาสตร์มากๆ ยกตัวอย่างเรื่องราวต่างๆ ที่อิงกับเรื่องที่เขาจะนำเสนอ เราไม่ได้อยากพัฒนาตัวเอง แต่เราชอบเรื่องที่เขาเอามาเขียนมากกว่า

เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของแว้บแรกของเรา เหมือนสัญชาตญาณที่มองเห็นแล้วตัดสินได้เลยทันที เขาจึงยกเรื่องราวของการมองแว้บแรกที่มองแล้วแม่นยำกว่าการวิเคราะห์มากๆ ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่วิเคราะห์รูปปั้นโบราณ ที่วิเคราะห์ทุกอย่าง ศึกษารอยบาก ก้อนหินที่เอามาแกะสลักวิเคราะห์ที่มาจนมั่นใจว่ารูปปั้นนี้เป็นของแท้แน่นอน แต่เมื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาดูแว้บแรกก็มีอะไรที่จุกอกให้ได้ตัดสินว่ามันของปลอมว่ะ นั่นแหละแว้บแรกที่เล่มนี้เสนอ

แต่มันไม่ได้บอกว่าความคิดแว้บแรกมันเป็นปาฏิหาริย์อะไรนะ ข้อดีของเขาอย่างที่บอกว่ามันพยายามหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าทำไมเขาสามารถทำได้แบบนั้น อย่างเรื่องของคนที่วิเคราะห์อารมณ์จากการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งเขาวิเคราะห์เป็นงานวิชาการเลย แต่มันไม่ได้ขยับจนเราเห็นได้ชัดนะ เพราะบางอารมณ์ขยับกล้ามเนื้อบางส่วนเร็วในหลักมิลลิวินาที คือเร็วมาก แต่มันขยับ ซึ่งหน้าสนใจตรงที่ว่าความคิดของเราจะคิดว่า เมื่อเกิดอารมณ์ต่าง สมองจะสั่งการใบหน้าให้ขยับรับอารมณ์ เช่น โกรธ ยิ้ม แต่จริงๆ แล้วเป็นไปได้ว่าการขยับของใบหน้าอาจจะแยกเป็นเอกเทศเลย ซึ่งมันจึงสามารถวิเคราะห์คนจากการขยับกล้ามเนื้อว่าเกิดอารมณ์แบบไหนได้อย่างแม่นยำ

หรือการลดทอนความคิดที่ปัดทิ้งข้อมูลรกๆ วิเคราะห์แค่ส่วนสำคัญ เช่นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเยอะจนเตียงไม่เพียงพอ ซึ่งบางส่วนมารักษาด้วยอาการโรคหัวใจ มันเป็นโรคที่เราก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันจะวายตอนไหน ได้แต่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนป่วย ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจผลเลือด ปอด แต่จริงๆ แล้วเราสามารถตรวจแค่ไม่กี่อย่างลดทอนการตรวจก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้ว ข้อมูลที่เยอะมันจะรั้งให้คุณกังวลเกินไป เขาก็ทดลองมาหลายปีกว่าจะยืนยันว่าการวิเคราะห์แบบนี้มันสามารถทำได้

เล่มนี้มันสั้นๆ อ่านได้เรื่อยๆ ก็เพลินดี แต่มันก็ไม่ได้สนุกมากทึ่งมากมาย แต่มันก็ยังอยู่ในมาตรฐานการเขียนที่ดีของลุงเขา ชอบการตัดสลับเรื่องราวเหมือนดูสารคดีเจ๋ง ข้อมูลแน่นๆเลย

น้ำเงินแท้ / วินทร์ เลียววาริณ

10155298_10153193022234181_8280327527861998318_n

เลือดน้ำเงิน / วินทร์ เลียววาริณ

จริงๆ เราไม่ติดเรื่องที่วินทร์จะเขียนโปรเลือดน้ำเงิน โปรเจ้าอะไรนะ คือด้วยบริบท (พอเขียนคำว่าบริบทแล้วดูเท่เลยสัส) อ่อ คือฉากของเรื่องมันอยู่ในแดน 6 เรือนจำบางขวาง สถานที่ที่คุมนักโทษการเมือง ตัวเอกและคนอื่นๆ ที่อยู่ในคุกนี้ก็มาจากคดีฐานก่อกบฏบวรเดช จะให้คนในนั้นพูดเชิดชูถึงความสวยงามของคณะราษฎร์ที่ออกมาปฏิวัติก็ดูจะไม่ใช่

โอเค จริงอยู่ที่มันเป็นการพูดถึงข้อมูลด้านโรแมนติกของฝั่งเจ้ามากมากมาก เช่นอย่างการยกย่องพระปกเกล้าที่สละทรัพย์สินส่วนพระองค์สร้างสะพานพุทธ ซึ่งมันดูเหมือนเป็นฟิลเตอร์เรากำลังปิดข้อมูลอีกฝั่งอยู่ เลือกรับเฉพาะด้านที่ดีของฝั่งนั้น ซึ่งถ้าเราเปิดฟิลเตอร์อีกฝั่งเราอาจจะมีข้อมูลที่พระองค์ได้ถวายเงินพระคลังข้างที่จำนวนสองแสนบาทแก่พระองค์เจ้าบวรเดชเพื่อใช้ในการ ”เปลี่ยนแปลง” แต่เรื่องไม่ได้กล่าวถึงเพราะเหตุผลจากย่อหน้าข้างบน ฟิลเตอร์ถูกปิดลง และด้วยมันเป็นการเขียนที่ไม่ได้ลงถึงหลักฐานอะไรชัดเจนนัก เลยดูเหมือนฟิลเตอร์ที่อีกฝ่ายมาอ่านก็มีข้อมูลของตัวเองที่ได้รับด้วยการปิดฟิลเตอร์ของอีกฝั่งอยู่ มันก็เถียงกันไม่จบไม่สิ้น

สิ่งที่น่าหงุดหงิดของเล่มนี้ ไม่ใช่เรื่องโปรไม่โปร กลางไม่กลาง เรามีปัญหากับงานของเขาสองอย่าง อย่างแรกคือความรำคาญส่วนตัวในเหตุผลที่ฝ่ายเลือดน้ำเงินยังไม่อยากต้องการประชาธิปไตย เราเลยได้ยินประโยคแพลตเทิร์นที่ชอบใช้กัน เช่น คนไทยยังไม่พร้อม การศึกษายังไม่ทั่วถึง ประชาชนยังโง่ ฯลฯ อะไรพวกนี้ อ่านแล้วเราจะรู้สึกรำคาญแล้วบ่นตลอดว่า มึงไม่มีเหตุผลอื่นหรือไงวะ

อีกส่วนที่น่าด่า เลือดน้ำเงินเป็นงานอิงประวัติศาสตร์ที่มีตัวละครจริงๆ และตัวละครสมมติประกอบกัน ตัวละครจริงที่มาจากงานบันทึกต่างๆ เช่น ฝันร้ายของข้าพเจ้า (เลื่อน ศราภัยวานิช) ฝันร้ายในชีวิตของข้าพเจ้า (พระยาสุรพันธเสนี) แดนหก (ชุลี สารนุสิต) ฯลฯ ตัวละครจริงมันมีประกอบจากหลายๆ งานก็มีมิติที่เห็นภาพได้ชัดหน่อย แต่ไอ้ตัวละครสมมติที่วินทร์เขียนขึ้นมาใหม่นี่ มันโดดออกมาเลย เหมือนโฟโต้ช็อปภาพสีใส่ภาพในภาพขาวดำ ประดักประเดิด

ที่แม่งอึ้งที่สุดก็คือ พล็อตเรื่องของตัวละครสมมติที่อ้างแล้วช็อคมาก พระเอกที่ถูกจับฐานกบฏ จริงๆ แล้วแม่งโดยจับเพราะโดนเพื่อนรักสมัยเด็กกลั่นแกล้ง เพียงเพื่อเหตุผลเพราะว่าเพื่อนพระเอกไปชอบแฟนพระเอก แล้วหาวิธีกำจัดเพื่อที่จะได้แต่งงาน เหี้ย นี่พล็อตอะไร ขุนช้างขุนแผนหรอ

สิ่งหนึ่งที่แอบคิดถึงงานเรื่องนี้ก็คือการเราดันไปโยงเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน ยุคนั้นมีการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาเพื่อตัดสินนักโทษการเมือง ศาลพิเศษมันจะดูไม่มีกระบวนการยุติธรรมเพราะว่ามันไม่มีทนาย ไม่มีอุทรณ์ ย้อนมาคิดถึงตอนนี้ที่เรามีศาลทหารที่พลเรือนที่ถูกต้องคดีฐานต่อต้านต้องไปขึ้น บางทีเราคิดว่า ไม่ว่าประชาธิปไตยหรือรูปแบบใดก็ตาม อำนาจที่มากเกินไปของทหารก็แม่งไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ มันไม่ควรจะมีอำนาจขนาดนั้น